บทความพระพุทธศาสนา

สัญญาณอันตรายที่ต้องรู้กับอาการปวดท้องเมนส์ผู้หญิง

10 มีนาคม 2014 | สุขภาพ

ผู้หญิงเป็นเพศที่มีความละเอียดอ่อนและบอบบางในด้านโครงสร้างสรีระหลายส่วนที่มากกว่าผู้ชาย ด้วยเหตุนี้ จึงมีโอกาสในการเกิดโรคต่างๆ หรือมีอาการเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในช่วงของการมีประจำเดือน ผู้หญิงเราร้อยทั้งร้อยมักเผชิญอาการปวดท้องประจำเดือนกันเสียส่วนใหญ่ แต่อาการจะมีมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน ในวันนี้เราจะมากล่าวถึงสัญญาณอันตรายที่มาพร้อมอาการปวดท้องประจำเดือนให้สาวๆ ได้ทราบกันอย่างละเอียดลึกเพิ่มขึ้น เพราะบางอาการปวดหากเราละเลยไม่ได้ใส่ใจนั่นอาจกำลังหมายถึงโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคบางอย่างขึ้นในอนาคตโดยที่คุณไม่รู้ตัวก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น มาเจาะลึกถึงอาการปวดกันอย่างละเอียดมากขึ้นพร้อมกันดีกว่าค่ะ

สัญญาณอันตรายที่ต้องรู้กับอาการปวดท้องเมนส์ผู้หญิง

รศ.นพ.สุวิทย์  บุณยะชีวิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้ความรู้เกี่ยวกับอาการปวดประจำเดือนว่า อาการปวดท้องเมนส์ที่มักปวดในระยะที่มาวันแรกๆ คือช่วงของวันที่ 1และ 2แล้วหายไปนั้นย่อมถือว่าเป็นเรื่องปกติเป็นอาการปวดท้องแบบธรรมดาทั่วไปในผู้หญิง ผู้ปวดสามารถทานยาพาราเซตามอลหรือพอนสแตนร่วมเพื่อบรรเทาอาการปวดให้ดีขึ้ได้ แต่ถ้าหากมีการปวดท้องเมนส์ที่มากผิดปกติกล่าวคือเมื่อมีเมนส์จนถึงวันที่ 4หรือวันที่ 5แล้วก็ยังคงมีอาการปวดอยู่อีกดังเดิมและปวดมากแบบต้องกินยามาโดยตลอด อีกทั้งยังเป็นอาการเรื้อรังที่ปวดมากขึ้นทุกเดือน โดยเป็นมากกว่า 6เดือนแล้ว นั่นนับว่าเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับร่างกายแล้ว

สัญญาณอันตรายที่ต้องรู้กับอาการปวดท้องเมนส์ผู้หญิง

ผู้ที่มีอาการปวดดังกล่าว ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการปวดเรื้อรัง เนื่องจากมีผลการวิจัยได้ระบุไว้ว่า 59% ของสตรีวัยเจริญพันธุ์ทั้งหมดจะมีอาการปวดประจำเดือนและ 10% ของสตรีวัยเจริญพันธุ์นี้ มีความเสี่ยงในการเกิดโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)นอกจากนี้ ไม่ว่าจะมีอาการปวดหรือไม่ปวดมากจนรู้สึกผิดปกติก็ตาม แต่จากการศึกษาตัวอย่างที่ผ่านมา 1,100 คนพบว่า สตรที่มีอายุช่วงวัย 25-44 ปี จาก 4 ภาค 5 แห่ง(รวมกรุงเทพฯ ด้วย) พบว่า ผู้ที่ปวดท้องประจำเดือนแบบรุนแรงมากๆ จะต้องหยุดพักงานทุกเดือนและมีอาการปวดเรื้อรังมากกว่า 6 เดือนประมาณ 60% หลังจากที่ได้รับการตรวจก็พบว่า สตรีเหล่านั้นป่วยด้วยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญผิดที่นั่นเอง โดยจะมีประจำเดือนออกมามากและมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าผู้ที่มีประจำเดือนออกมาน้อย อีกทั้งสตรที่มีบุตรแล้วจะมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคนี้น้อยกว่าสตรีที่ยังไม่มีบุตรมาก่อน

ทราบกันเช่นนี้แล้ว หวังว่าอาการปวดท้องประจำเดือนในครั้งต่อไปอาจจะทำให้สาวๆ สังเกตอาการปวดของตัวเองมากขึ้นนะคะ เพื่อจะได้เตรียมตัวรับมือและป้องกันไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวกันตั้งแต่เนิ่นๆ นั่นเอง

Share Post

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook